Diamond (เพรช)ทำความรู้จักประเภทของเครื่องประดับ

Diamond  เป็นอัญมณีทางเครื่องประดับรูปแบบหนึ่งของ คาร์บอน (เป็นธาตุในตารางที่มีสัญลักษณ์ของตัว c และมีเลขอะตอม 6 เป็นธาตุของอโลหะที่มีอยู่มากมีวาเลน 4 และมีอีกหลายรูปโดยคาร์บอนนี้จะปรากฏในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และพื้นฐานของนินทรีย์เคมีนอกจากนี้ยังมีอโลหะที่มีคุณสมบัติทางเคมี ที่น่าสนใจรวมถึงสามารถที่จะทำพันธะกับแร่ธาตุอื่นได้รวมถึงตัวเองเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดเป็นสารประกอบเกลือ 10 ล้าน ชนิดตัวออกซิเจนจะเกิดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการเจริญเติบโตของพืชเมื่อรวมตัวกับไฮโดรเจน)   จัดเรียงเป็น รูปทรงแปดหน้า (อาจจะเป็นรูปทรงที่สมมาตร ส่งมาก็ได้มีจุดจำนวนยอดและขอบที่ไม่แน่นอนและอาจจะมีมากกว่า 12 จุด ถึง 18 ขอบ ทรงแปดหน้าในความเป็นจริงคือโครงสร้างโมเลกุลและผลึกของคาร์บอน แล้วก็คือเพชรเป็นทรงแปดหน้าปกติ และสารส้มที่เป็นพีระมิดคู่สี่เหลี่ยม)   เป็นแร่ธาตุที่แข็งที่สุดของ สเกลของโมส์ (เป็นมาตราของแข็งตามแร่ธาตุที่ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนั้นได้กำหนดขึ้น เมื่อปี ค.ศ 1812 โดยจะประกอบไปด้วยแร่มาตรฐานทั้ง 10 ชนิด 

จัดเรียงลำดับตั้งแต่แรกที่มีความทนทานต่อการขูดขีดน้อยจนไปถึงมากที่สุด)  Diamond นั้นจะมีหลายสีรวมถึงจัดเป็นสีที่นิยมมากที่สุดนั่นก็ คือ สีขาวอันบริสุทธิ์ จะเรียงตามเกรดสีและน้ำของเพชรส่วนที่หายากที่สุดนั่นก็ คือ สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีส้ม สีชมพู เรียกกันว่าเป็น Fancy Color Diamonds   ที่มีราคาสูงมากที่สุด!ของเหล่าบรรดาเพชรโดยทั่วไปแล้วจะผ่านการเจียระไนเพชรในรูปแบบกลุ่มเป็น 57 เหลี่ยม หรือที่เรียกกันว่าแหลมเกสรนับว่าเป็นเพชรที่สวยงามที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจแข็งแกร่งทนทานแหล่งของเพชรนั้นมีอยู่ทั่วโลก แต่ที่พบบ่อยและเยอะมากที่สุด คือ บราซิล แคนาดา รัสเซีย สเตรเลีย และ แอฟริกาใต้ 

Diamond

Diamond แหล่งกำเนิดและการถูกจำแนก

มีการกล่าวถึงการทำตั้งแต่ครั้งแรกได้กำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำเป็นเวลานานผ่านหลายทศวรรษตามแม่น้ำกฤษณะ เพชรต่างเป็นที่รู้จักกันในประเทศอินเดียไม่น้อยกว่า 3,000 ปี แต่ก็ไม่เกิน 6,000 ปี เมื่อไหร่ ค.ศ 1772 อองตวน ลาวัวซีเย ได้มีการใส่แว่นขยายรวมรังสีจากแสงอาทิตย์ไปบนเพชร ในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจนซึ่งทำให้เห็นชัดว่าผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเผามีเพียงส่วนประกอบที่เป็น คาร์บอนและได้มีการทำงานทดลองอีกครั้ง เพื่อที่จะพิสูจน์เพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าการเผาเพชร และกราไฟปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน ได้สร้างความสมดุลสมการเคมีและสารเหล่านี้ขึ้นมา   

งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันจึงเป็นการทำในเชิงอัญมณีใช้เป็นเครื่องประดับ และลักษณะหนีสามารถนับย้อนเวลากลับไปได้ ในสมัยโบราณเป็นการกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานของทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณี  ที่มีผู้เชี่ยววชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีการแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีเพื่อเป็นพื้นฐานในลักษณะที่สำคัญ  ในเชิงมูลค่าของอัญมณีสีลักษณะที่เราที่เราต่างรู้จักกันดีในเชิงของมูลค่าใน 4 ลักษณะที่มี ชื่อว่า 4 ซี่ถูกแบ่งและใช้เป็นพื้นฐานที่ประกอบไปด้วยกับการตัดสี และความสะอาด Diamond ที่สมบูรณ์แบบและมีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่มีตำหนิ ชื่อว่า พารากอน 

Diamond

สีของเพชรถูกจำแนกเฉดสีที่สามารถเรียงไปจาก D จนถึง z หากตัวแทนอักษร D น้ำจะหมายถึง  ความขาวสะอาดใสบริสุทธิ์ ซึ่งบางครั้งคนไทยจะเรียกแทนว่า น้ำ เพชรที่มีความบริสุทธิ์และไม่มีสีเหลืองเจือปน เพชรไล่สีที่ได้แก่เพชรน้ำ 100/99/98 ส่วนเพชรที่มีระดับเกือบไล่สีได้แก่เพชร 97/96/95/94 จะถูกแยกเฉดสีแล้วไล่ไปเรื่อย ๆ เช่นสีที่นุ่มนวลอาจจะเป็นตัวแทนของอักษร G สีเหลืองแชมเปญจะไล่ลงไปเป็น L ส่วนสีเหลืองเข้มจะใช้แทนตัวอักษรตัว P จนกระทั่งถึงตัวอักษรสุดท้ายเป็น Z สาเหตุที่แยกโทนสีเพราะว่าคาร์บอนในตัวเพชรนั้น เมื่อได้รับความร้อนหรือว่าสารเคมีเข้าไปเป็นองค์ประกอบแล้วจะทำให้ นั้นมีสีแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นเพชรสีเหลืองมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เพชรสีน้ำเงินจะมี Titanium และเหล็กเจือปน  ส่วนสีแดงนั้นอาจจะเป็นโครเมียมเจือปน เพชรสีชมพูนั้นเกิดจากโครงสร้างของตัวเพชรเอง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพชรแฟนซี ที่มีสีสันกันแตกต่างกันออกไป รวมถึงราคาก็จะแตกต่างกันออกไปเช่นกัน 

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ คลิก>>> ausbildung-schaum-wasse